[Short Fic] T&T : ...Jealousy...

posted on 21 May 2012 09:00 by tanok
อัพแก้บล๊อกเน่าอีกแล้ว 555 แต่ก็นะคะ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีอะไรให้เขียนเท่าไหร่
 
ชีวิตวนเวียนอยู่กับที่ทำงานแล้วก็บ้านกะเตียงค่ะ
 
ช่วงนี้มีโอกาสดูดราม่าอยู่บ้าง แต่ก็เป็นดราม่าของอาราชิล้วนๆ
 
แอบกลัวใจตัวเองนิดๆว่าสักวันจะแต่งฟิคอาราชิออกมาได้หรือเปล่า
 
แต่ที่แน่ๆ...ตอนนี้ยังไม่มีแผนค่ะ 555
 
 
ฟิคเรื่องนี้ที่จริงคิดพล็อตไว้นานแล้วค่ะ
 
เรียกว่าพล็อตนี้เกิดขึ้นก่อนพล็อตของคิงขิอันที่แล้วอีก
 
แต่ระยะหลังๆรู้สึกว่าฟิคตัวเองมันออกแนวเรียบๆไปนิด
 
ก็เลยอยากลองเขียนฟิคที่ไฮเปอร์บ้างอะไรบ้าง...
 
แต่คู่เมนของตัวเองบรรยากาศไม่อำนวยเลยค่ะ Tongue out
 
และเขียนออกมาแล้วก็ไฮเปอร์ได้แค่นี้แหละ...
 
ทำใจก่อนอ่านกันสักนิดนะคะ 555
 
 
Attention...Please

 ฟิคเรื่องนี้จิ้นจากจินตนาการอันอยู่ไม่สุขของข้าพเจ้า มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสถานที่ซึ่งถูกอ้างอิงกล่าวถึงในเรื่องนี้แต่ประการใด 
 
กระนั้นก็ดี ข้าพเจ้าไม่อนุญาตให้นำฟิคเรื่องนี้ไปเผยแพร่ที่ไหนโดยปราศจากซึ่งความยินยอมพร้อมใจของข้าพเจ้า...
 
ถ้าท่านคิดว่าไม่สามารถทำตามสองข้อด้านบนได้...กรุณากดกากบาทมุมขวาบนเป็นคำตอบสุดท้าย
 
ด้วยความเคารพอย่างสูงสุดยอดตึกโตเกียวสกายทรี...Money mouth
 
 
 
...JEALOUSY...

 
 
ณ.ห้องซ้อมใหญ่ สำนักงานจอห์นนี่ส์


ขณะนี้เวลาดีสี่ทุ่ม... ปกติแล้วเวลาประมาณนี้จะยังมีบรรดาจูเนียร์หรือเหล่าศิลปินค่ายเดียวกันใช้ห้องซ้อมกันค่อนข้างหนาตา แต่เนื่องจากวันนี้มีปาร์ตี้ประจำปีทำให้ห้องซ้อมส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะเงียบผีหลอก เว้นไว้เสียแต่ห้องซ้อมใหญ่ที่โดนจองยาวตั้งแต่11โมงเช้าถึง11โมงกลางคืน เนื่องจากอยู่ในช่วงซ้อมงานเอนบุโจของทากิซาวะ ฮิเดอากิ องค์ชายประจำค่าย


และเพราะวันนี้เป็นวันปาร์ตี้ ถึงปิศาจบ้าซ้อมอย่างทักกี้เองก็ยังต้องยอมใจอ่อนให้กับสายตาละห้อย เงื่อนหงอยของเหล่าบริวารที่มีอาการเหมือนวิญญาณออกจากร่างตั้งแต่เห็นตาราง ชายหนุ่มจึงจำใจต้องตกปากอนุญาตให้ทุกคนยุติการซ้อมในตอนห้าโมงเย็น ซึ่งก็ได้ผลไม่ใช่น้อย เพราะบรรดาผีดิบตายซากทั้งหลายพากันกลายร่างเป็นกระดี่ได้น้ำ ซ้อมกันอย่างมีชีวิตชีวาเต็มที่ ก่อนจะพุ่งปราดหายวับเมื่อกริ่งหมดเวลาดังขึ้นตอน 5 โมงเป๊ะราวทายาทนินจา


ทั้งๆที่ใครต่อใครพากันไปร่วมงานปาร์ตี้กันหมดแล้ว แต่ปิศาจบ้าซ้อมก็คือปิศาจบ้าซ้อม ทักกี้ยังคงคร่ำเคร่งซ้อมบทต่อบทของตัวเองต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเลิก ไม่ใช่ว่าจงใจเพิกเฉยต่องานสังสรรค์ของบริษัท แต่เป็นเพราะเวลาขึ้นแสดงงวดเข้ามาทุกที รวมทั้งเจ้าตัวก็วางแผนเอาไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะซ้อมถึงประมาณห้าทุ่ม จากนั้นจะลงไปเสนอหน้าทักทายกับรุ่นใหญ่ๆที่คงจะปลีกตัวมางานได้ช่วงท้าย พร้อมกับเก็บซากคู่หูที่น่าจะเมาแอ๋ได้ที่กลับไปส่งยังที่พัก


มือที่กำพัดเพิ่มแรงข้อมือขึ้นจนพัดแทบจะหัก เมื่อนึกถึงเสียงตามสายที่ออกประกาศทั่วบริษัทเชื้อเชิญให้เหล่าศิลปินและพนักงานไปร่วมปาร์ตี้ และทั้งๆที่ตอนแรกคู่หูของเขาก็นั่งตาแป๋วเป็นเพื่อนคอยดูเขาซ้อมอย่างดิบดี แต่พอเสียงนุ่มๆของรุ่นพี่ที่เคารพอย่างคุณฮิงาชิยามะดังขึ้นเป็นเชิงเรียกหา แมวบนเก้าอี้ก็ตัวปลิวออกจากห้องซ้อมไปเสียอย่างนั้นแหละ


“ก็คุณฮิงาชิยามะบอกว่ามัจจี้ซังเพิ่งได้ไวน์ตัวใหม่ที่ฉันอยากลองชิมจากอิตาลีมาด้วยนี่นา...”


สึบาสะให้เหตุผลด้วยเสียงอ้อนนิดๆพร้อมกับทำตาปริ๊บๆ แล้วคนที่เผลอสบตาเข้าไปเต็มๆอย่างทักกี้จะไปมีโอกาสปฏิเสธได้อย่างไรกันล่ะ? สุดท้ายก็เลยต้องมายืนซ้อมนั่งซ้อมและใกล้จะตีลังกาซ้อมรำเดี่ยวเป็นคนบ้างานอย่างนี้นี่แหละ


“ว่าแต่มันไวน์บ้าอะไรกัน ขนาดที่บ้านยังไม่มีเลยเรอะ”


บ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้งไปพลางซ้อมรำไปพลาง...ก็นะ...พอได้รู้ว่ามีอะไรบางอย่างที่สึบาสะสนใจแต่เขาไม่รู้มันก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดพิลึก ยิ่งเขาไม่รู้แล้วคนอื่นรู้นี่ก็ยิ่งทำให้ดีกรีความหงุดหงิดพุ่งสูงขึ้นไปใหญ่


เดิมทีทักกี้ไม่ใช่คอไวน์ และปัจจุบันก็ยังคงไม่ใช่ เขาออกจะถนัดแนวเบียร์และเหล้าญี่ปุ่นเสียมากกว่า แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชายหนุ่มเที่ยวไล่อ่านหนังสือเกี่ยวกับไวน์อย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนจะลงท้ายด้วยการทุ่มเงินจำนวนหนึ่งในการซื้อที่เก็บและกว้านซื้อไวน์ขึ้นชื่อราคาแพงระยับมาเก็บไว้ที่บ้าน เพียงเพราะอยากเห็นอาการตื่นเต้นดีใจและรอยยิ้มของคนข้างกาย...


“ถ้าบอกกันซักหน่อยก็ใช่ว่าจะหามาให้ชิมไม่ได้...”


บ่นกับตัวเองอีกรอบก่อนจะสะบัดพัดจนบินไปกระทบกับข้างฝาแล้วร่วงแป้ก...


ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนใจ...ก็ในเมื่อไม่มีสมาธิเสียแล้ว ซ้อมไปก็เสียสติ(?)เปล่าๆ เหลือบตามองนาฬิกาก็พบว่าผ่านสี่ทุ่มมาได้ 10 นาที หรือหลังจากที่แมวเดินหนีไป 15 นาทีพอดีเป๊ะ...


“ดื่มไวน์ตอนท้องว่างบวกกับเกรงใจรุ่นพี่ ป่านนี้หมอนั่นคงมึนพอตัวแล้วล่ะ”


เพราะรู้จักคู่หูตัวเองดีประหนึ่งเคยเกิดเป็นพยาธิในลำไส้ของอีกฝ่าย ทักกี้จึงเดาได้ไม่ยากว่าสึบาสะน่าจะตกอยู่ในสภาพเช่นไร คนตัวขาวจึงตัดสินใจโยนอุปกรณ์การซ้อมลงกระเป๋า ลากไปเก็บไว้มุมห้องคว้ากระเป๋าส่วนตัวสีทองอร่ามที่คนข้างกายชอบล้อไม่สร่างว่ายังกับพวก “คุณพี่สาว” แล้วเดินดิ่งไปยังห้องประชุมใหญ่ซึ่งใช้เป็นที่จัดงาน...
 
 
 
 
“โอ้!ท้ากกี้~มาแล้วเร้อ~”


เสียงทักทายแนวลิ้นไก่สั้นดังนำมาก่อน พร้อมกับมืออวบๆของอุเอคุสะ คัตสึยูกิ หนึ่งในวงรุ่นพี่ยุคเก๋าอย่างโชเน็งไตเซแซ่ดๆเข้ามาหาอย่างสนิทสนมกลมกลืน


“มามะ~มาก๊งกาน...เด๋วพี่ดูแลเองน้องชาย ม่ายต้องห่วง!!!”


ทักกี้ยิ้มแหย คันปากอยากถามขึ้นมาตะหงิดๆว่าใครจะดูใครกันแน่ แต่เนื่องด้วยอีกฝ่ายอาวุโสเหนือกว่ามากทำให้เขาเลือกที่จะไม่ใส่ใจคนบ้าและไม่ว่าคนเมา


“ขอบคุณครับ ว่าแต่ฮิงาชิยามะซังอยู่ไหนเหรอครับ”


เลือกถามถึงรุ่นพี่ที่ปกติจะให้ความรู้สึกเป็นเสี้ยนหนามตำใจอยู่แปลบๆ แต่ก็รู้ดีว่าชื่อนี้มีอิทธิพลพอจะทำให้คนฟังสร่างเมาได้ครึ่งตัว


“อ้อ...เห็นนั่งชนแก้วกับมัจจี้ซังอยู่มุมห้องโน้นนนน”


แม้เสียงจะยังอ้อแอ้แต่จากเนื้อความที่ตอบโต้ก็รู้ว่าอีกฝ่ายได้สติคืนมาจากแอลกอฮอล์แล้วตามคาด ทักกี้แอบหัวเราะกับตัวเองเบาๆก่อนจะเปลี่ยนเป็นคำถามถัดไป


“แล้วเห็นสึบาสะมั่งไหมครับ?”


“อือ...ตอนแรกก็เห็นนั่งชนแก้วอยู่กับสองคนนั่นนะ” บุ้ยใบ้ไปในทิศทางเดิม “แต่จู่ๆพวกโทคิโอะก็กรูกันเข้ามา ไม่รู้ว่าโดนลากตัวไปกับทางโน้นรึเปล่า”


ทันทีที่ได้ยินชื่อโทคิโอะ ทักกี้ก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันใด นึกถึงวีรเวรวีรกรรมของวงรุ่นพี่ที่คนสติดีๆคงไม่มีใครกล้าทำ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ผ้าล้อมวงกินเหล้า หรือเมาแล้วทำอะไรแผลงๆ รวมถึงนักร้องนำอย่างนางาเสะ โทโมยะที่ออกอาการติดอกติดใจสึบาสะอย่างออกนอกหน้านอกตา ยิ่งหลังจากโดนแมวขี้เมาของเขาโผเข้าจูบตอนเมาได้ที่ก็ยิ่งพยายามเสนอหน้าเสนอตัวไปมั่วทุกงานปาร์ตี้ที่สึบาสะจะไป ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ารุ่นพี่หน้ามึนรายนี้หวังอะไร...


“ขอบคุณครับ งั้นผมขอตัวก่อน”


ก้มหัวผลุบให้เป็นเชิงลา จากหางตาเขาเห็นกลุ่มคนคุ้นๆกำลังจับกลุ่มรื่นเริงตามดีกรีของแอลกอฮอล์ที่คงจะดื่มกันมาตั้งแต่หัวค่ำ แต่การสืบเท้าเข้าไปใกล้กลุ่มที่ว่าก็เป็นไปได้ช้าเสียเหลือเกิน เพราะต้องฟันฝ่าทั้งบรรดารุ่นพี่รุ่นน้องที่คุ้นเคยซึ่งพากันยื้อยุดฉุดตัวเขาให้เข้าไปร่วมวงไพบูลย์ และรวมทั้งระดับบริหารที่ผลัดกันเข้ามาทักทายเหมือนจะแกล้งให้ยิ่งหงุดหงิด แต่โดยมารยาทแล้ว ทักกี้ก็ไม่สามารถปฏิเสธการโอภาปราศัยกับทุกคนได้ โดยเฉพาะโต๊ะของกรรมการบริหารที่ชายหนุ่มต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปทักทายอย่างเต็มพิธีการ 


เพราะความที่ทักกี้เป็นคนที่รู้จักวางตัวให้เหมาะกับทุกสถานการณ์เป็นอย่างดีทำให้ความนิยมในตัวของชายหนุ่มในหมู่ผู้บริหารติดอยู่ในอันดับต้นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนิสัยที่ดูราวกับจะถอดแบบคุณจอห์นนี่ออกมาดุจทายาทอสูร จนใครต่อใครต่างลือกันให้หึ่งว่าตำแหน่งผู้บริหารรุ่นต่อไปคงไม่พ้นมือชายหนุ่มหน้าตาหล่อขั้นเทพคนนี้แน่นอน 


“ไม่ไปร่วมวงดื่มไวน์กับพวกคุณฮิงาชิยามะล่ะจ๊ะ? เห็นว่าได้ไวน์ดีจากอิตาลีมา”


คนพูดคือคุณแมรี่ พี่สาวแท้ๆของคุณจอห์นนี่ เธอทักทายเขาด้วยรอยยิ้มใจดีตามแบบฉบับ ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่มีให้กับคนที่เธอยอมรับในความสามารถเท่านั้น


“เสียดายจังครับ แต่พอดีวันนี้ผมขับรถมาเอง แล้วก็ยังซ้อมค้างอยู่ด้วยน่ะครับ”


ทักกี้ปฏิเสธอย่างสุภาพ ก่อนจะหันไปก้มศีรษะทักทายคุณจูลี่ ลูกสาวของคุณแมรี่ที่ทำท่าจะเรียกคนให้นำเครื่องดื่มมาให้


“ยูนี่นิสัยยังกับพ่อแก่...”


คุณจอห์นนี่ บิ๊กบอสของค่ายได้ยินแล้วก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรมากกว่านั้น เพราะอย่างน้อยมีศิลปินที่ดูเป็นผู้เป็นคนอยู่ในบริษัทสักรุ่นละคนก็ดูเป็นสง่าราศีดีกว่ามีแต่มนุษย์เกรียนวิ่งพล่าน...


“ช่วยไม่ได้นี่ครับ นานๆทีก็ต้องปล่อยผีผู้จัดการบ้าง”


ทักกี้พูดยิ้มๆ รู้ดีว่าถ้าศิลปินจะเมาผู้จัดการส่วนตัวก็ต้องยอมเป็นฝ่ายเสียสละ เพราะการปล่อยให้ศิลปินเมาแอ๋คลานกลับบ้านช่องห้องหอเองมันจะกลายเป็นการทำลายภาพพจน์ของค่ายที่สั่งสมมานานให้เสียไป อย่าว่าแต่ผู้จัดการเองก็เป็นคนทำงานคนหนึ่ง นานๆทีก็ต้องนึกอยากสังสรรค์กับเพื่อนพ้องในที่ทำงานบ้างเหมือนกัน


“ว่าแต่หายากนะที่ยูจะไม่ร่วมงานปาร์ตี้แบบนี้”


“อีกไม่นานจะเริ่มคาบุกิโจแล้ว คราวนี้ผมเปลี่ยนธีมหลายอย่างด้วยถ้าไม่ซ้อมให้หนักคงไม่ไหว”


“ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ อย่าฝืนจนเกินไป” 


พูดแล้วผู้สูงวัยก็ถอนใจเมื่อคิดถึงศิลปินอีกหนึ่งหน่วยที่ชอบทำอะไรเสี่ยงตาย ขนาดบอกมันก็แล้ว ด่ามันก็แล้ว...เจ้าตัวดีก็ยังคงรั้นจะเล่น แถมมีทีท่าจะเพิ่มขีดอันตรายของการแสดงขึ้นไปเรื่อยๆเสียอีก จนบางครั้งยังเคยคิดว่า คงมีสักปีที่ต้องเตรียมโบนัสให้เจ้านั่นเป็นฮวงซุ้ยชั้นดีพร้อมป้ายประกาศเกียรติคุณ


“ไม่ต้องห่วงครับ ยังไงผมก็ไม่หัวดื้อเหมือนโคอิจิคุงหรอก”


หัวเราะขำเมื่อเห็นคุณจอห์นนี่ค้อนเล็กๆกับสิ่งที่เขาพูด ก็นะ...นิสัยรั้นชนิดหัวชนฝาของรุ่นพี่โคอิจิกับสึบาสะน่ะดีกรีไม่ได้ย่อหย่อนกว่ากันเลยสักนิด สมแล้วที่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมเวทีเดียวกันมา...


“ได้อย่างนั้นก็ดี...”


ผู้สูงวัยพยักหน้าหนึ่งหงึกแล้วโบกมือเป็นเชิงไล่


“เอ้า! จะไปไหนก็ไปเถอะ ถ้าโต๊ะไหนของกินไม่พอก็บอกให้มาเอาที่โต๊ะนี้แล้วกัน”


ยังคงสั่งอย่างห่วงใยเรื่องปากท้องของเด็กๆในสังกัดที่เอ็นดูประหนึ่งลูกหลาน ทักกี้รับปากรับคำพร้อมกับปลีกตัวจากมา แล้วรีบร้อนเดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะที่หมายตาไว้ตั้งแต่แรก 


แต่แล้วความตั้งใจก็ต้องเป็นหมันอีกรอบ เนื่องจากดันหันไปสบตาเข้ากับมัจจี้และฮิงาชิยามะซังที่กำลังนั่งละเลียดไวน์กันอย่างสุขุมคัมภีรภาพ ขัดกับบรรยากาศเอะอะมะเทิ่งของคนอื่นๆที่กำลังสนุกกันสุดเหวี่ยง


“สวัสดีครับมัจจี้ สวัสดีครับฮิงาชิยามะซัง”


“โอ้!ทักกี้! มาได้เหมาะพอดีเลย”


มัจจี้หรือคอนโด มาซาฮิโกะพี่ใหญ่สุดของค่ายในขณะนี้วางแก้วไวน์ลงพลางกวักมือเรียกเจ้าของชื่อให้เข้ามาใกล้ๆ


“นี่ไวน์กาย่าจากPiedmont อิตาลี ฉันได้มาหลายขวดอยู่ แบ่งเอาไปสักครึ่งโหลแล้วกันนะ”


“แล้วก็นี่เททิลลา เนยแข็งจากสเปน แล้วก็น้ำมันมะกอกอีก 3 ขวด...”


ถุงใบแรกถูกส่งจากมือของมัจจี้ ตามมาด้วยถุงที่สองจากฮิงาชิยามะซัง ซึ่งทักกี้ก็รับมาถือไว้ด้วยสีหน้าเอ๋อๆ


 “ขอบคุณครับ...แต่ผมไม่ค่อยดื่มไวน์...”


รุ่นพี่ใหญ่สุดเลิกคิ้วก่อนตอบหน้าตาเฉย


“ก็เรื่องของนายสิ นี่มันไวน์ของสึบาสะต่างหากล่ะ เมื่อกี้จะให้เจ้าตัวอยู่หรอกแต่เห็นโดนพวกโทคิโอะลากตัวไปก็เลยคิดว่าไว้ให้ทีหลังดีกว่า”


“ใช่แล้วล่ะ น้ำมันมะกอกกับชีสนี่ก็เป็นของฝากจากเพื่อนฉันที่เคยฝากให้ช่วยดูแลสึบาสะที่สเปน ขืนให้ถือไปด้วยมีหวังเสร็จเจ้าพวกนั้นหมดแน่”


ชายหนุ่มร่างสูงช่วยเสริม พร้อมกับตบไหล่ทักกี้ดังป้าบ


“อ้อ! ส่วนเรื่องอีเว้นท์ครบรอบ10ปีที่คุยไว้เมื่อวันก่อนน่ะ ฉันกับคอนโดซังเห็นด้วยนะ พอบอกกับสึบาสะไปเมื่อกี้ หมอนั่นก็ดีใจน่าดูเลย”


ทักกี้ทำตาปริบๆมองดูสีหน้าชื่นมื่นของรุ่นพี่ระดับสูงทั้ง 2 คนตรงหน้า ที่จริงแล้วแผนอีเว้นท์ฉลอง 10 ปีเดบิวของเขากับสึบาสะน่ะ เขาเป็นคนต้นคิดและเอามาปรึกษา2คนนี่ลับๆ กะเอาไว้เป็นเซอร์ไพรซ์ให้สึบาสะที่ช่วงนี้มีทีท่าหงอยๆ แล้วทำไมคนที่ได้เห็นสีหน้าดีใจของสึบาสะถึงได้กลายเป็น 2 คนนี้แทนที่จะเป็นเขา? พระเจ้าไม่ยุติธรรม!!!?


“ครับ...”


แต่ก็จะตอบอะไรได้มากไปกว่าคำนี้ล่ะ ก็ดีใจอยู่หรอกนะที่ได้มัจจี้มาเป็นพวกเพิ่มขึ้นอีกคน แต่ไอ้ที่เอ็นดูกันเกินหน้าเกินตาแบบนี้มันก็ชักไม่ค่อยจะสบอารมณ์โก๋สักเท่าไหร่...


“ดีมาก แล้วก็ฝากบอกด้วยนะว่าวันหลังฉันจะรับไปกินข้าวด้วยกันอีก รับรองว่าเป็ดย่างที่ฮ่องกงเจ้านี้อร่อยไม่แพ้ที่ลอนดอนเลย”


“แล้วก็เรื่องไปดูงานละครบรอดเวย์ที่เคยคุยไว้น่ะ ฝากบอกว่าฉันหาตั๋วส่วนของสึบาสะให้ได้แล้วนะ”


มองหน้ามัจจี้เจ้าของรายการบริโภคทัวร์ต่างแดน และฮิงาชิยามะซังเจ้าของรายการทัวร์บุญทุ่มแล้วทักกี้ก็ได้แต่ขบกรามกรอด ก่อนจะกลั้นใจก้มศีรษะรับคำพร้อมชิ่งอำลาเสียโดยไว


นึกเสียใจขึ้นมาครามครันว่าไม่น่าไปขอร้องให้มัจจี้โทรไปช่วยปลอบสึบาสะเลยจริงๆ...


ทักกี้รู้ดีว่าด้วยอำนาจที่ตัวเองมีอยู่ การที่จะคอยปกป้องสึบาสะจากทุกปัญหาในบริษัทไม่ใช่เรื่องยาก ต่อให้ปัญหาที่ว่าจะมาจากระดับผู้บริหารก็ไม่เป็นอุปสรรคถ้าเขาคิดจะยื่นมือเข้าไปจัดการ


แต่ว่า...มันจะดีกับสึบาสะจริงๆหรือ?


เพราะทุกครั้งที่เขาทำอย่างนั้น ก็จะมีคนที่เข้าใจผิดว่าสึบาสะยืนอยู่ตรงนี้ได้เพราะมีอำนาจจากเขาช่วยค้ำยัน ทั้งๆที่ความจริงแล้วมาจากความพยายามและความสามารถของเจ้าตัวทั้งสิ้น และด้วยนิสัยคิดมากอันเป็นอุปนิสัยประจำตัวของสึบาสะก็จะยิ่งพาให้เจ้าตัวซึมมากกว่าเดิมเมื่อเสียงลือเสียงเล่าอ้างเหล่านั้นลอยมาเข้าหู ไม่ว่าจะคิดมากเรื่องว่าตัวเองไม่ดีพอที่จะยืนข้างๆกันในฐานะยูนิต ตัวเองไม่สามารถเป็นกำลังหรือเท่าเทียมกันพอที่จะไปยืนเคียงข้าง หรือจะเรื่องว่าตัวเองไร้ความสามารถ...


ดังนั้นทักกี้จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากมัจจี้ เพื่อว่ารุ่นพี่ที่ใครต่อใครพากันเกรงขามคนนี้จะช่วยเป็นพลังใจ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการยอมรับของผู้ใหญ่ให้กับสึบาสะอีกแรง...


หรือว่าเขาจะเป็นพวกปกป้องเกินกว่าเหตุอย่างที่สึบาสะเคยว่าจริงๆ?


หรือว่าเขาควรจะปล่อยมือจากสึบาสะเสียบ้าง เพื่อให้ทุกคนได้มองเห็นสึบาสะที่เป็นสึบาสะจริงๆและยอมรับในตัวตนของหมอนั่นโดยไม่อิทธิพลจากเขาคอยบดบัง...


ปล่อยหมอนั่นให้เผชิญกับอุปสรรค ให้สึบาสะได้เติบโต...ได้เข้มแข็งอย่างที่เจ้าตัวอยากจะเป็น
 
 
 
 
เพราะกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด ทำให้จังหวะการก้าวเท้าของคนตัวขาวหน่วงช้าลงเรื่อยๆ ภาพสึบาสะที่กำลังหัวเราะเต็มที่อยู่กับรุ่นพี่กลุ่มโทคิโอะทำให้เกือบชะงักเท้าแล้วหันกลับ ปล่อยให้คู่หูคนสำคัญได้สนิทสนมกับคนอื่นๆ อย่างที่คิดเอาไว้...


เขาคิดแบบนั้นจวบจนอากาศเป็นตัวกลางนำเสียงบทสนทนาเข้ามากระทบกระดูกหูส่วนกลางนั่นแหละ


“น่า...สึบาสะ เกมพระราชารอบหน้าไม่เอาแค่จูบแบบเด็กๆเหมือนเมื่อกี้แล้วนะ”


เสียงนั้นทักกี้จำได้แม่นว่าเป็นเสียงของนางาเสะ โทโมยะ คู่อาฆาตรายใหญ่...ท่ามกลางกลางเสียงเป่าปากเปี๊ยวป๊าวของเหล่าเพื่อนร่วมวงที่ล้วนแล้วแต่ห่ามหลุดโลก การที่ไม่มีแม้แต่เสียงห้ามจากโคคุบุนคุงซึ่งจัดได้ว่าเป็นผู้เป็นคนที่สุดในวงแปลว่าเมากันจนสติสตังไม่เหลือติดร่าง


“อ่า...แต่นี่ก็เล่นมาหลายรอบแล้วนะครับนางาเสะซัง”


แล้วเสียงอ้อแอ้เป็นแมวเมาของไอคาตะเขาก็ดังขึ้น สุ้มเสียงเกรงใจนิดๆที่รู้สึกได้แปลว่ายังไม่ถึงขั้นเมาเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทักกี้ลอบผ่อนลมหายใจเล็กน้อย นึกชื่นชมที่อย่างน้อยแมวดำของเขาก็ยังพอครองสติได้


“แต่จูบรอบเมื่อกี้ของนายมันแค่ปากชนปากนี่นา รอบหน้าขอแบบดีพนะ ดีพพพพ!!!”


เท่านั้นสติสัมปชัญญะตลอดจนหิริโอตัปปะ(?)ที่ทักกี้ใช้เหนี่ยวรั้งตัวเองเอาไว้ก็ขาดผึง ชายหนุ่มก้าวพรวดเข้าไปกลางวงเหล้าทำให้บรรดาคนเมาที่กำลังเอะอะมะเทิ่งพากันชะงักกึกเหมือนโดนใครกดปุ่ม pause ดวงตาคมกริบที่กวาดมองเล่นเอาคนโดนมองหลบสายตากันวูบวาบ แอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเหมือนจะระเหิดหายราวกับผีร้ายที่ร้องกรี๊ดแล้วเปิดหนีเมื่อเจอข้าวสารเสก


สายตาคู่นั้นหยุดกึกลงที่นางาเสะ โทโมยะ แล้วริมฝีปากบางสวยก็กระตุกรอยยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็นประกายกล้าจนคนรอบข้างอดนึกกลัวแทนไม่ได้ว่าคนที่เป็นเป้าสายตาอาจจะไหม้กลายเป็นเถ้าในชั่ววินาที 


“ดึกมากแล้ว เกมโอเวอร์กันดีไหมครับรุ่นพี่?”


จบคำพูดมือขาวก็คว้าเอาต้นคอของไอคาตะที่นั่งทำตาปริบๆอยู่บนโซฟาด้วยแรงที่เกือบกึ่งจะเป็นกระชาก  ร่างเพรียวที่กำลังเอ๋ออยู่ถึงกับร้องออกมาอย่างตกใจ


“เดี๋ยว...ทากิ...อื้อ!!”


เสียงเรียกชื่อยังไม่ทันจะจบคำริมฝีปากได้รูปก็เข้าแนบประกบ ร่างในอ้อมแขนตั้งท่าจะสะบัดหนี แต่ติดด้วยมือของทักกี้ที่รั้งผมบริเวณท้ายทอยบังคับให้เงยหงายรับจุมพิตแรงร้อน และเพราะริมฝีปากนุ่มยังคงเผยอค้างจากการเรียกชื่อทำให้ไม่มีอุปสรรคใดๆจะขวางกั้นไม่ให้เรียวลิ้นร้อนเข้าตักตวงรสชาติฉ่ำหวานของไวน์ชั้นดีได้


สึบาสะสะท้านเยือกเมื่อปลายลิ้นร้อนผ่าวของอีกฝ่ายเข้ากระหวัดรัดพัน ทั้งล่อหลอกและช่วงชิงทุกสัมผัสลึกล้ำไม่ปล่อยให้พักหายใจ สุดท้ายร่างเพรียวที่แข็งขืนก็อ่อนยวบลงยอมจำนนต่อจุมพิตหอมหวานที่มอมเมาให้หลงลืมทุกอย่างรอบกาย 


เหล่าสมาชิกวงโทคิโอะได้แต่มองดูภาพคิสซีนที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาแล้วพากันลอบกลืนน้ำลายเอื๊อก ทั้งที่รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงสรวลเฮฮาตามแบบงานเลี้ยง แต่ไม่รู้ทำไมทุกคนกลับรู้สึกว่ารอบตัวเงียบกริบราวกับถูกหุ้มด้วยม่านบาเรีย เงียบ..จนได้ยินแม้แต่เสียงหอบหายใจบางเบาที่หลุดรอดจากริมฝีปากนุ่มชุ่มชื้นที่ถูกกลืนกิน และเสียงลมหายใจขาดวิ่นยามเรียวปากบางผละจาก  ใบหน้าเนียนที่แดงก่ำเกินกว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์จะมอบให้และดวงตาหวานเชื่อมปรือปรอย...


ทั้งหมดปรากฏให้เห็นชั่วพริบตาราวภาพฝัน เพราะทักกี้ชิงโอบร่างเพรียวบางเข้าแนบอกพร้อมหัวเราะเบาๆ


“ง่วงแล้วล่ะสิ กลับบ้านกันไหม? เดี๋ยวฉันไปส่ง”


ไม่มีเสียงตอบจากคนที่กำลังก้มหน้างุดๆซุกอยู่กับแผ่นอกของคนตัวขาว แต่กระนั้นก็ดูเหมือนทักกี้จะเข้าใจดี ชายหนุ่มจึงหันมาก้มหัวนิดๆให้กับทุกคนอย่างสุภาพ


“ขอโทษนะครับ คงต้องขออนุญาตพาตัวสึบาสะกลับเสียที”


“จ้ะ...เชิญจ้ะ...”


คนแรกที่เหมือนจะได้สติก่อนคือโจชิมะ ชิเงรุ ลีดเดอร์ของโทคิโอะ ที่รีบพยักหน้าถี่รับคำอำลาของรุ่นน้องด้วยสีหน้าตื่นๆอย่างน่าขัน ทักกี้ส่งยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ


“ว่าแต่...ยังเล่นเกมพระราชากันอยู่อีกเหรอครับนี่? ผมว่าน่าจะเลิกเล่นได้สักทีแล้วนะครับ...”


ลีดเดอร์วงโทคิโอะยิ้มแหยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงอุบอิบ


“จ้ะ...ก็กะจะเลิกตั้งแต่วันนี้ไปนี่แหละ”


“ได้อย่างงั้นก็ดีครับ งั้นผมกับสึบาสะขอตัวก่อนนะครับ”


“จ้ะ...”


มองเห็นหัวเล็กๆของสึบาสะพยักขึ้นๆลงๆอยู่กับอกทักกี้เป็นเชิงอำลา ทักกี้หัวเราะอีกครั้งก่อนจะโอบประคองสึบาสะที่กลายร่างจากแมวเป็นลูกลิง ซบนิ่งอยู่กับบ่ากว้างไม่ยอมเงยขึ้นมองหน้าค่าตาใครๆพาเดินออกไปจากงานเลี้ยง ทิ้งไว้แต่วงเหล้าที่บัดนี้สร่างเมากันถ้วนทั่วทุกตัวคนและกำลังนั่งมองหน้ากันเองตาปริบๆ


แล้วโคคุบุน ไทจิก็ถอนหายใจพรืดก่อนไถลตัวลงไปนอนแผ่บนโซฟา


“เฮ้อ...น่ากลัวฉิบหาย”


“เออว่ะ! เล่นเอาสร่าง...”


คนที่สบถตามพลางสะบัดหัวขยับตัวจนกระดูกลั่นกร็อบแกร๊บคือมัตสึโอกะ มาซาฮิโระ


“นั่นสิ นึกว่าจะโดนจับแช่เย็นซะแล้ว”


“อันตรายจริงๆนะเนี่ย...เส้นยาแดงผ่าแปดเลยทีเดียว”


ผสมโรงตามมาด้วยลีดเดอร์และยามากุจิที่ต่างก็พยักหน้าให้แก่กันอย่างเสียวไส้ มีเพียงคนเดียวที่นั่งขมวดคิ้วเหมือนยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์สักเท่าไหร่ และเพราะคนที่ว่ายังคงเงียบเสียง คนตัวโตกว่าจึงหันไปเรียก


“นางาเสะ?”


“ตะกี้มันอะไรอ่ะ?”


สีหน้าบ้องแบ๊วที่เงยขึ้นสบตาเหมือนไม่รู้ว่าคำพูดและการกระทำของตัวเองเมื่อสักครู่เกือบจะทำให้เส้นทางสายอาชีพของเพื่อนร่วมวงตายหมู่ทำให้มัตสึโอกะอดไม่ได้ที่จะเบิ้ดกบาลเพื่อนร่วมวงอายุน้อยสุดของทีมเข้าให้เต็มรัก


“ไม่ต้องมาบื้อเลยแก เอาเป็นว่าตะกี้เล่นเกมพระราชา แล้วพระราชาก็เสด็จมาตามที่แกเรียกไง!! โอเคป่ะ!”


“แต่เมื่อกี้มันทักกี้...”


“ไม่ใช่เว้ย! บอกว่าพระราชาไง! พระราชากับการไขแสดงวันสิ้นโลก! ลืมเรื่องที่เห็นวันนี้ให้เหี้ยนแล้วก็เลิกเล่นไอ้เกมบ้าๆนี่ซะ มันอันตรายถึงชีวิตเลยนะเว้ยหนูโทโมยะ!”


นักร้องนำของวงยังคงขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตามอย่างมึนๆ เพราะไม่ถนัดเรื่องใช้สมองสักเท่าไหร่ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจจะลืมมันไปตามที่เพื่อนร่วมวงบอกในที่สุด ยิ่งเมื่อเหล้าขวดใหม่ถูกอัญเชิญมาไว้กลางวงทุกคนก็เลิกคิดมากกับสิ่งที่เห็นเมื่อครู่พากันหันกลับไปก๊งต่อ แล้วเสียงสรวลเสเฮฮาก็เริ่มขึ้นอีกคำรบหนึ่งซึ่งคราวนี้คงจะกินเวลาไปจนถึงเช้า....
 
 

Comment

Comment:

Tweet