[Short FIC : KinKi Kids] Sweet Dream, Honey.

posted on 12 May 2012 00:24 by tanok
ไม่ได้เขียนฟิคมากนานมากค่ะ 555
 
นอกจากจะฝืดสนิทแล้วยังเป็นคู่เมนที่เขียนถึงได้ยากระดับอภิมหายากสำหรับตะน็อคอีกต่างหาก
 
(แน่ใจเรอะว่าหล่อนยังเป็นแฟนคู่นี้อ่ะ)
 
ก็นะคะ...คู่นี้เค้าเรื่อยเฉื่อยแบบคู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันมาหลายสิบปี
 
คงไม่เหลือพลังงานให้มาเลิฟเลิฟกันได้สักเท่าไหร่
 
เอาเป็นว่าอ่านฟิคมึนๆเมาๆ เรื่อยๆเฉื่อยๆของสองคนนี้แก้เซ็งไปก่อนแล้วกันนะค้า
 
 
 
Attention...Please

 
ฟิคเรื่องนี้จิ้นจากจินตนาการอันอยู่ไม่สุขของข้าพเจ้า มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสถานที่ซึ่งถูกอ้างอิงกล่าวถึงในเรื่องนี้แต่ประการใด 
 
กระนั้นก็ดี ข้าพเจ้าไม่อนุญาตให้นำฟิคเรื่องนี้ไปเผยแพร่ที่ไหนโดยปราศจากซึ่งความยินยอมพร้อมใจของข้าพเจ้า...
 
ถ้าท่านคิดว่าไม่สามารถทำตามสองข้อด้านบนได้...กรุณากดกากบาทมุมขวาบนเป็นคำตอบสุดท้าย
 
ด้วยความเคารพอย่างสูงสุดยอดตึกโตเกียวสกายทรี...Money mouth
 
 
 
 
Sweet Dream, Honey




ณ.งานเลี้ยงสังสรรค์ประจำปีของค่ายจอห์นนี่ส์...

ขณะการดื่มกินกำลังออกรสออกชาติ โดโมโตะ สึโยชิก็สังเกตเห็นไอคาตะของตัวเองยึดโซฟามุมห้องจัดเลี้ยงฟุบหลับเค้เก้ไปเรียบร้อย ชายหนุ่มส่ายหน้านิดหน่อยให้กับความคออ่อนผิดมนุษย์ของคู่หูก่อนจะเลี่ยงไปสะกิดผู้จัดการส่วนตัว
 
"โทษนะ โคอิจิเมาหลับไปแล้ว ช่วยผมลากหมอนั่นไปส่งบ้านแป๊บนึงได้ไหม?"
 
"อ๊ะ สึโยชิซัง...ได้สิครับ"
 
พูดแล้วก็ชะงักไปนิดก่อนยิ้มแหย
 
"ว่าแต่จะพาไปยังไงโดยไม่ให้โคอิจิซังอาละวาดล่ะครับเนี่ย?"
 
สึโยชิเกาหัวแกร่ก...สุดท้ายก็ถอนใจ ยอมรับบทผู้เสียสละแต่โดยดี
 
"เดี๋ยวผมแบกหมอนั่นขึ้นหลังเอง คุณไปเอารถมารอเถอะ"
 
เพราะนิสัยงัวเงียอาละวาดชนิดบ้านแตกสาแหรกขาดของโคอิจิจะเบาดีกรีลงถ้ารู้ว่าคนที่อยู่ใกล้คือสึโยชิ ทำให้หมดเสียงแย้ง คุณผู้จัดการช่วยจับโคอิจิขึ้นขี่หลังคนพูด แล้วรีบปลีกตัวไปเตรียมวนรถมารับด้านหน้า
 
แม้น้ำหนักตัวของคนที่แบกไว้บนหลังจะไม่ได้หนักอะไรมากมายแต่ก็ไม่ได้เบาเป็นปุยนุ่น โดยเฉพาะการต้องแบกแมวขี้เมาไปพลางเอ่ยคำร่ำลากับคนในงานไปพลาง แถมเพื่อนฝูงหลายคนก็ยังอำนวยความหนักด้วยการตบๆแตะๆไอ้ตัวขี้เซาให้มันงัวเงียดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่บนหลังอีกต่างหาก กว่าจะทุลักทุเลหอบสังขารมาถึงรถได้ สึโยชิก็แทบจะจำไม่ได้แล้วว่าคิดจะเหวี่ยงไอ้ตัวบนหลังทิ้งไปสักกี่สิบรอบ
 
"เหนื่อยหน่อยนะครับ..."
 
เสียงอุบอิบพร้อมกับหัวเราะแหะๆของผู้จัดการทำให้สึโยชิตวัดหางตาใส่แบบเคืองๆ แต่ก็เหนื่อยเสียจนไม่มีแรงจะวีน ได้แต่ยื่นมือไปดึงประตูรถให้ปิดเข้ามา แล้วพยักหน้าให้อีกฝ่ายออกรถ
 
 
 
 
ใช้เวลาเดินทางไม่นานนักทั้งสามก็เดินทางมาถึงที่พักของโคอิจิ แมนชั่นราคาแพงหูฉี่พร้อมสรรพด้วยการรักษาความปลอดภัยระดับสูง สมกับเป็นที่พักของดาราและนักร้องชื่อดังหลายต่อหลายคน
 
เพราะเหนื่อยจากการใช้พลังงานไปเมื่อครู่ เมื่อรถวนเข้ามาจอดในที่จอดเฉพาะบุคคลเรียบร้อย สึโยชิจึงจับโคอิจิขึ้นขี่หลังผู้จัดการ แต่คงเพราะสัมผัสที่แตกต่างทำให้ตัวหัวฟูที่หลับเงียบหนุนตักมาตลอดทางเริ่มทำท่ากระสับกระส่าย ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าอวบอิ่มจึงทำพิธีสะกดวิญญาณแมวด้วยการตบหัวอีกฝ่ายไปสองสามแปะ ทำให้ภารกิจการนำแมวขึ้นห้องเป็นไปได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด
 
"สึโยชิซังครับ โยน...เอ๊ย!ให้โคอิจิซังนอนบนเตียงเรียบร้อยแล้วครับ อูย..."
 
เสียงละห้อยสะเหี่ยตามด้วยเสียงสูดปากทำให้เจ้าของชื่อซึ่งถือวิสาสะเดินเข้าครัวไปเตรียมเครื่องดื่มให้คุณผู้จัดการต้องเงยหน้าขึ้นมามอง ดวงตากลมใสชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นรอยแดงบนหน้าผากอีกฝ่าย มองจากเหลื่ยมมุมรอยประทับแล้วคงไม่แคล้วหนังสือคู่มือรถสักเล่มในห้องนอนเจ้าของที่พักเป็นแม่นมั่น
 
"อา...เหนื่อยหน่อยนะ"
 
ตอบตะกุกตะกักอย่างไม่ค่อยมั่นใจนักว่าควรจะเปลี่ยนคำพูดเป็น 'เจ็บหน่อยนะ' แทนหรือไม่
 
"ขอบคุณครับ...ว่าแต่โคอิจิซังนี่สุดยอดไปเลยนะครับ ขนาดหลับๆแบบนั้นยังแยกระหว่างผมกับสึโยชิซังออกอีก"
 
คุณผู้จัดการรับแก้วมัคควันฉุยจากคู่หูของศิลปินในการดูแลมาถือไว้พลางโคลงศีรษะอย่างเหนื่อยใจ
 
"โชคดีจริงๆที่สึโยชิซังไม่โดนแบบผม"
 
สึโยชิหัวเราะกร่อยๆ...ตอบไม่ถูกจริงๆว่าระหว่างรอยช้ำจากมุมหนังสือปกแข็งกับรอยคิสมาร์กแถวซอกคอแบบที่เขาเคยโดนนี่อันไหนจะดีไปกว่ากัน...
 
"ว่าแต่...จะกลับไปที่งานไหมครับ? เดี๋ยวผมไปส่ง"
 
คนพูดซดกาแฟร้อนในถ้วยมัคฮวบเดียวหมดก่อนจะวางแก้วลงแล้วถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้ากระตือรือร้น เวลาขณะนี้เพิ่งจะสามทุ่มกว่าๆ งานเลี้ยงที่จากมาก็เพิ่งจะเริ่มออกรสออกชาติ และคนถูกถามเองที่จริงก็ยังนึกอยากสังสรรค์กับเพื่อนสนิทมิตรสหายต่ออีกสักนิด
 
"อือ...ก็ไม่เลวนะ งั้นขอผมล้างหน้า..."
 
พูดพลางเสยผมที่บางส่วนยาวระเลื้อยมาปรกต้นคอให้ออกไปพ้นทาง พร้อมกับมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก...
 
"อ๊ะ..."
 
เสียงอุทานแผ่วทำให้คุณผู้จัดการที่ยืดตัวบิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยขบชะงักกิจกรรมแล้วหันมาถามเจ้าของเสียงในทันที
 
"ครับ?"
 
"คือ...ผมรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาแล้วล่ะ ขอตัวดีกว่า..."
 
"เอ๋!!!~"
 
มือที่เสยผมให้เปิดต้นคออยู่เมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นดึงปลายผมให้ลงมาปรกให้มากขึ้น สึโยชิก้มศีรษะลงต่ำปล่อยให้ผมตกลงมาปิดใบหน้าไปกว่าครึ่ง
 
"ฝากบอกผู้จัดการผมให้มารับที่นี่พรุ่งนี้เช้าตามตารางด้วยนะ ราตรีสวัสดิ์"
 
คำบอกลาง่ายๆทำให้คุณผู้จัดการต้องรับคำอย่างงงๆ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรนักเพราะอาการขิ้นลงของอารมณ์ศิลปินเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะโดโมโตะ สึโยชิที่นอกจากจะอ่อนไหวง่ายตามประสาอาร์ทตัวพ่อแล้ว สุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงนักของเจ้าตัวก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้คนรอบตัวต้องคอยระมัดระวัง
 
อย่าว่าแต่แก้มอิ่มๆที่พ้นจากการปกปิดของปลายผมเจือสีชมพูระเรื่อ...ท่าทางจะไข้ขึ้นเสียก็ไม่รู้
 
"ครับ เดี๋ยวผมบอกหมอนั่นให้ ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะครับ..."
 
 

หลังจากคุณผู้จัดการกลับไปได้ไม่นาน สึโยชิก็จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดนอนเรียบร้อย เพราะเหตุและวาระต่างๆกันทำให้บางครั้งจำเป็นต้องไปอ้างค้างแรมในห้องของอีกฝ่าย ทำให้การจะมีเสื้อผ้าของกันและกันสักชุดสองชุดในตู้เสื้อผ้าของอีกคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก
 
น้ำเย็นๆช่วยทำให้ระดับความมึนจากแอลกอฮอล์ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในกระแสเลือดยิ่งเจือจาง แต่กระนั้นก็แทบจะไม่ช่วยให้รอยขมวดตรงหว่างคิ้วของคนที่เดินเข้ามาในห้องนอนในภายหลังจางลงไปได้สักเท่าไหร่ มือนุ่มยังคงกุมอยู่ที่ต้นคอตัวเองไม่ยอมปล่อย เพราะรอยช้ำสีชมพูเข้มสองสามรอยที่ปรากฎขึ้นมาโดยไม่ชอบมาพากลทำให้ใบหน้ายังคงร้อนวูบวาบ บอกไม่ถูกว่ามาจากความอายหรือโมโห
 
"ไม่น่าประมาทเลยเรา..."
 
บ่นอุบอิบกับตัวเองพลางเดินไปยังเตียงที่ผู้ต้องสงสัยนอนหลับคร่อกกางแขนขาเต็มเตียงเหมือนเขียดโดนรถบดถนนทับดับอนาถ
 
ก็ตอนแบกหมอนี่ขึ้นหลังฝ่าฝูงเพื่อนเป็นโขยงน่ะ ใครจะไปทันคิดล่ะว่าไอ้ขี้เมาบนหลังจะแอบทำอะไรพรรค์นี้...
ที่สำคัญ...พรุ่งนี้มีงานถ่ายปกอัลบั้มเดี่ยวที่กำลังจะวางแผงเสียด้วยสิ มีหวังโดนช่างแต่งหน้ากรี๊ดใส่อีกแล้ว
 
"...โคอิจิ..."
 
ทดลองเรียกเบาๆเพื่อสร้างความมั่นใจว่าอีกฝ่ายหลับสนิทชนิดถอดวิญญาณขึ้นไปเฝ้าเทพเจ้าบนสวรรค์ เมื่อไม่มีเสียงหืออือจากคนที่หลับเงียบ สึโยชิก็ค่อยคลายใจหย่อนตัวลงนั่ง
 
แสงไฟจางๆที่ส่องลอดเข้ามาทำให้เห็นใบหน้าของโคอิจิที่ยังคงมีเค้าหวานนิดๆเหมือนในวัยเด็ก ริมฝีปากได้รูปที่เคยเป็นสีอ่อนกลับชุ่มชื้นและเป็นสีจัดขึ้นจากแอลกอฮอล์ปริมาณเล็กน้อยจากเบียร์หนึ่งแก้วที่สึโยชิจำได้ว่าเป็นคนส่งให้อีกฝ่ายกับมือ
 
"โคอิจิ...."
 
ก้มหน้าลงไปหามากขึ้น จนริมฝีปากของทั้งคู่แทบแนบสัมผัส ดวงตากลมใสทอดมองใบหน้าของ'เจ้าชายขี่ม้าขาว'ที่นิทราขี้เซาไม่ยอมตื่น แล้วเรียวปากบางก็คลี่รอยแย้มนิดๆอย่างเอ็นดูปนขำขัน
 
"หลับไม่รู้เรื่องแบบนี้ เดี๋ยวก็ปล้ำซะเลยนี่"
 
"อือ...เสร็จแล้วปลุกด้วย"
 
เสียงงัวเงียที่ดังจากคนหลับ ในจังหวะพอเหมาะพอเจาะทำให้สึโยชิชะงักก่อนจะส่ายหน้าอย่างปลงจัด คนอะไร๊...ขนาดละเมอยังแสดงถึงความขี้เกียจได้ขนาดนี้
 
เมื่อเห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงละความสนใจในตัวไอคาตะ แล้วเลือกจะเอนกายลงซุกผ้าห่มด้านข้าง พร้อมกับหาวหวอด...ผ้านวมอุ่นๆนี่มันชวนง่วงเหลือเกินแฮะ
 
เพราะปกติเป็นเด็กอนามัยเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ทำให้ความง่วงงุนเข้ามาจู่โจมในไม่ช้า สึโยชิหาวอีกหนึ่งหวอดก่อนกล่าวราตรีสวัสดิ์คู่หูงึมๆงำๆ
 
"ฝันดี...โคจัง"
 
เพียงนับหนึ่งไม่ทันถึงสิบ เจ้าของดวงตากลมใสก็เข้าสู่นิทรารมณ์ ในขณะที่คนทำท่าเหมือนจมอยู่ในห้วงนิทราก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาพร้อมยิ้มพราย...
 
ร่างเพรียวค่อยรั้งร่างอุ่นนุ่มของสึโยชิเข้ามาไว้ในอ้อมแขน เรียวปากบางแตะสัมผัสแผ่วยังหน้าผาก ก่อนจะเอ่ยราตรีสวัสดิ์ด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน...อบอุ่นเต็มหัวใจ

"...ฝันดี...สึโยชิ"

 

Comment

Comment:

Tweet