[SF]...Guest...(KinKi Kids with T&T)

posted on 26 Oct 2009 19:28 by tanok

ไม่ได้เขียนฟิคมานานซะจนสนิมกินเซลล์สมองเรียบร้อย - -"

เขียนออกมาแล้วก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ...

รู้สึกว่าคู่คิงขิมันเขียนออกมาเป็นฟิคได้ยากเป็นบ้า

รู้สึกว่าอยู่ด้วยกันสองคนแล้วบรรยากาศมันจะเฉื่อยๆ

รู้สึำกว่าคู่นี้จำเป็นต้องมีมือที่ 3...(ไม่งั้นอีกตัวที่เหลือจะไม่เทคแอคชั่น)

ถ้าไม่มีวิบากกรรมมาขีดคั่นเสียบ้าง  คาดว่าฟิคเรื่องนี้จะจบแค่แมวเหมียวหัวฟูขับรถกลับบ้านเป็นมั่นคง

เอาเป็นว่า...ใครหลงเข้ามาอ่านก็คิดซะว่าอ่านอะไรเล่นฆ่าเวลาละกันคับ

WARNING

ฟิคนี้มีวายค่ะ ใครไม่ชอบแนวนี้เชิญจิ้มที่กากบาทมุมขวาบนนะคะ

เนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องที่ตะน็อคจิ้นขึ้นเองล้วนๆ ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

ฟิคแปลว่าเรื่องแต่งขึ้นเน้อ

+++++++++++++++++++++++
GUEST
+++++++++++++++++++++++


บ่ายคล้อย...

เสียง กริ่งจากประตูหน้า ทำให้ชายหนุ่มผมสีช็อกโกแลตที่กำลังนั่งทอดหุ่ย อ่านหนังสือรวมรถแข่งอยู่บนโซฟาตัวยาวเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากนิตยสารในมือให้เสียจังหวะ

“แขกมาแน่ะ”

“อือ”

อีกคนรับคำสั้นๆก่อนวางกีต้าร์ในมือลงข้างตัว เดินไปเปิดประตูบ้านให้ผู้มาเยือนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“มาเร็วดีนี่ ไม่หลงทางใช่มั้ย?”

น้ำ เสียงอ่อนๆที่แว่วมาทำให้ผู้ยึดครองห้องอีกคนตวัดสายตาขึ้นมองนิดหนึ่งก่อน จะก้มหน้างุดเหมือนจดจ่อกับรูปเฟอรารี่สีแดงสดเสียเต็มประดา

“ครับ...เอ่อ...ต้องขอโทษด้วยนะครับที่มารบกวนในวันหยุด แล้วก็...ของฝากเล็กๆน้อยๆครับ”

เสียงแฝงแววตื่นหน่อยๆของผู้มาเยือนทำให้เจ้าของห้องอดหัวเราะไม่ได้

“คิดมากไปได้ สึบาสะ! คราวที่แล้วชั้นยังไปเล่นบ้านนายเลย”

“มันไม่เหมือนกันนี่ครับ ก็คราวนี้ผมมารบกวนด้วยเรื่องของตัวเองล้วนๆเลยนี่นา”

ร่างเพรียวตอบอุบอิบทำให้สึโยชิหัวเราะอีกครั้งก่อนจะเชื้อเชิญอีกฝ่ายอย่างกันเอง

“เอ้าๆ ขึ้นมาก่อนสิ บ้านรกนิดหน่อยนะ”

“งั้นรบกวนด้วยนะครับ”

สึ บาสะก้าวตามรุ่นพี่ที่ตัวเองนับถือประหนึ่งพี่ชายเข้ามาภายใน กวาดสายตามองไปโดยรอบแล้วก็ชะงักกึก เมื่อเห็นร่างของใครบางคนที่หัวฟูยุ่งเป็นแมวเปอร์เซียกำลังนั่งเอ้เต้ อ่านหนังสืออยู่ตรงโต๊ะห้องนั่งเล่นในชุดคลุมอาบน้ำสีเทาตุ่นๆ

“อ๊ะ...โคอิจิคุง สวัสดีครับ”

“อือ...หวัดดี”

เงย หน้ายิ้มรับคำทักทายก่อนจะก้มลงไปอ่านหนังสือต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่แล้วก็ต้องร้องเฮ้ยออกมาเมื่อมือของใครอีกคนยื่นมาคว้าหนังสือไปดื้อๆ

“อะไรของนาย ชั้นกำลังอ่านค้างอยู่นะสึโยชิ”

“อยากอ่านก็ไปนั่งอ่านที่เก้าอี้ตัวนู้น”เจ้าของห้องพูดพลางบุ้ยใบ้ไปทางเก้าอี้นวมอีกตัวที่ตั้งห่างออกไปนิดหน่อย

“เก้าอี้ยาวเค้ามีเอาไว้ให้แขกนั่งนะโคจัง”

“แล้วชั้นไม่ใช่แขกนายเรอะ?”โคอิจิทำปากยื่นอย่างงอนนิดๆ แต่ก็ยอมขยับตัวตามที่อีกฝ่ายพูดแต่โดยดี

“แขกบ้านไหนเค้าอยู่ในสารรูปแบบนายกันบ้างล่ะ”

สึ โยชิเหน็บเข้าให้อีกคำก่อนเดินหายเข้าไปทางห้องครัวเพื่อเตรียมน้ำชารับแขก ปล่อยให้สึบาสะยืนทำตาปริบๆ มองดูรุ่นพี่ที่เคยร่วมเวทีด้วยกันมาหลายปีคว้าหมอนอิงมาฟัดระบายอารมณ์

“เหอะ แล้วใส่ชุดคลุมอาบน้ำมันผิดตรงไหน”

บ่นพลางเอาคางเกยหมอน แล้วใช้มืออีกข้างตบปุๆบนเก้าอี้ยาวที่ตัวเองเพิ่งลุกจากมา

“นั่งดิสึบาสะ ไม่งั้นเดี๋ยวเจ้านั่นออกมาจะโวยวายว่าชั้นแกล้งไม่ให้นายนั่งอีก”

“ครับ ขอบคุณครับ”

ลด ตัวลงนั่งตามคำเรียก ก่อนที่เจ้าของบ้านจะเดินกลับออกมาพร้อมถ้วยชาควันกรุ่น 3 ถ้วยและขนมกินกับน้ำชาที่สึบาสะซื้อมาเป็นของฝาก โคอิจิยื่นหน้ามาดูแต่เมื่อเห็นว่าเป็นของหวานก็ย่นจมูกนิดหนึ่งแล้วซุกหน้า ลงไปกับหมอนอีกหน

“เสียมารยาทน่ะโคจัง สึบาสะอุตส่าห์ซื้อขนมมาฝากนะ”

ตบเบาๆบนหัวฟูๆของคู่หู พร้อมกับหันไปยิ้มให้รุ่นน้องอย่างขอโทษขอโพย

“โทษนะสึบาสะ หมอนี่ไม่ชอบทานของหวานๆน่ะ”

“อ่ะ...ไม่เป็นไรครับ...” ร่างเพรียวหัวเราะแหะๆ...เพราะที่จริงก็ไม่ได้ซื้อส่วนของรุ่นพี่โคอิจิมาด้วย

ก็ รู้อยู่หรอกว่าคู่หูดูโอ้รุ่นพี่ไม่ได้เหม็นหน้ากันอย่างที่แฟนโอนลี่ของแต่ ละฝ่ายชอบเม้าท์กันให้หึ่ง แต่ก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าคนที่ไม่ชอบมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์อย่างโค อิจิคุงจะมาขลุกอยู่บ้านคนอื่นแบบนี้

“ว่าแต่...จู่ๆโทรมาแบบนี้แปลว่ามีเรื่องจะปรึกษาสิท่า? งานมีปัญหาเหรอ?”

“ครับ...ก็นิดหน่อย...”

“...ส่วนตัวสินะ”

น้ำเสียงทอดอ่อนอย่างเอาใจใส่ ก่อนจะหันมาเรียกสิ่งมีชีวิตหัวฟูที่นั่งเอาคางเกยหมอนคั่นกลางระหว่างตัวเองกับแขกรุ่นน้อง

“โคอิจิซัง...”

“หือ?”

ขานรับพลางเงยหน้าขึ้นมองตาแป๋ว สีหน้าซื่อใสไร้เดียงสาประหนึ่งไม่รู้ว่ากำลังเป็นตัวเกะกะ

“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นเลยนะไอคาตะ ได้ยินเต็มสองหูแล้วไม่ใช่เหรอว่าสึบาสะมีเรื่องจะปรึกษากับชั้นเป็นการส่วนตัว...”

“อ๊ะ...ไม่เป็นไรครับ สึโยชิคุง!! ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก...”

ร่าง เพรียวรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธให้วุ่น เพราะเรื่องที่อยากจะปรึกษาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร จริงๆก็แค่อยากจะคุยกับรุ่นพี่ที่ตัวเองนับถือประดุจพี่ชาย

โคอิจิหันไปมองหน้ารุ่นน้องทีหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาทำตาใสซื่อกับคู่หูของตัวเองอีกครั้ง

“...เค้าว่างั้นแน่ะ”

“โคอิจิซัง!!”
 

กว่าจะทำการปัดรังควานปิศาจแมว(?)สิงห้องออกไปได้ สึโยชิก็แทบจะหมดแรง จริงอยู่ว่าสึบาสะไม่ได้ต้องการความเป็นส่วนตัวขนาดนั้น แต่ด้วยความเป็นคนละเอียดอ่อนโดยนิสัย ทำให้สึโยชิยืนยันที่จะรักษาความลับให้อีกฝ่ายจนถึงที่สุด

“เอาล่ะ...ทีนี้ตัวกวนก็ไปแล้ว เรามาคุยกันสบายๆเถอะ”

“จะดีเหรอครับ...เอ่อ...”

ร่าง เพรียวขยับตัวอย่างอึดอัด นึกถึงสีหน้าบูดเป็นตูดแมวของรุ่นพี่ที่โดนอัปเปหิออกไปจากห้องชั่วคราวแล้ว ก็ให้รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาวาบๆ

“ไม่เป็นไรน่า ...”

เหมือนจะรู้ได้ถึงความหวาดระแวงของคนตรงหน้า สึโยชิจึงยิ้มให้นิดๆ

“เดี๋ยวเย็นนี้ชั้นจะพาหมอนั่นไปเลี้ยงเนื้อย่าง เท่านี้ก็อารมณ์ดีแล้วล่ะ”

“ครับ...ต้องขอโทษจริงๆที่มารบกวน...”

“ไม่ต้องใส่ใจหรอก ว่าแต่นายมีเรื่องอะไรจะปรึกษาเหรอ?...”

“คือว่า...ผมอยากจะปรึกษาเรื่องงานช่วงปลายปีน่ะครับ”



ประตูรถเฟอรารี่สีแดงสดปิดลงอย่างเบามือ ผิดกับสีหน้าคนเข้าประจำที่คนขับซึ่งหงิกสนิทเหมือนท้องผูกมาหลายสัปดาห์

เปล่า... โคอิจิไม่ได้โกรธที่โดนไล่ออกมาจากห้อง ไม่ได้โมโหสึโยชิที่ทำเหมือนเห็นรุ่นน้องสำคัญกว่า และไม่ได้นึกโทษสึบาสะที่จู่ๆก็นึกจะมาขอปรึกษาไอคาตะของเขาในวันโอกาสดีไม่ มีตารางงานเข้าแบบนี้

โดยส่วนตัว...เขาเองก็นึกเอ็นดูสึบาสะไม่ต่าง ไปจากที่สึโยชิเอ็นดู และก็ออกจะนับถือความสามารถหลายๆอย่างของอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย เพราะเขาและคุณฮิงาชิยามะคอยจับตามองพัฒนาการของเด็กคนนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร (แม้จะนึกแคลงใจอยู่นิดๆก็เถอะว่าคุณฮิงาชิยามะจับตามองในแนวไหน...) ดังนั้นแค่เรื่องที่อีกฝ่ายเข้ามาขัดคอในช่วงเวลาส่วนตัวของเขากับสึโยชิจึง ไม่มีทางจะทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาได้

“เอาน่า...ออกไปขับรถเล่นซักพักก็ไม่เลว”

ปลอบใจตัวเองเบาๆแล้วก็นึกขึ้นมาได้...

ก็ ตอนนี้เขายังทรงชุดคลุมอาบน้ำอยู่เต็มยศเลยนี่หว่า!! ถึงสามัญสำนึกส่วนตัวจะบอกว่าไม่ผิดที่จะซิ่งเฟอร์รารี่ในสารรูปแบบนี้ แต่ถ้าเกิดโดนพวกปาปารัซซี่จับภาพได้มีหวังโดนคุณจอห์นนี่ด่ายับโทษฐานทำลาย ภาพพจน์ไอดอลในตระกูลJr หรือถ้าโชคร้ายกว่านั้น...อาจจะโดนคุณฮิงาชิยามะลากตัวไปอบรม...

และนั่นก็เป็นสิ่งสุดท้ายในโลกที่โคอิจิอยากจะเจอเลยทีเดียว


“เอาไงดีว้า...” บ่นงึมงำกับตัวเองได้ไม่เท่าไหร่ มือถือข้างกายก็ส่งเสียงเรียกเข้าที่ทำให้เจ้าของทำหน้าเมื่อย

“โมชิโมชิ...ว่ายังไง? จะให้วันหยุดผมเพิ่มเหรอ?คุณผู้จัดการ”

“ละเมออะไรน่ะครับ? โคอิจิซัง ผมจะโทรมาบอกว่าตารางคอนฯเดี่ยวของคุณกำหนดแล้ว พรุ่งนี้เข้าสตูฯมาอัดเพลงใหม่ด้วยนะครับ”

“ห๊า!!” คนที่โดนกำหนดตารางงานแบบไม่เปิดโอกาสให้รู้ตัวล่วงหน้าร้องลั่น “เวทีช็อกเพิ่งปิดม่านไปเมื่อคืนเองนะ นี่ใจคอจะไม่ให้ผมได้พักยาวมั่งเลยรึไง”

“ร้องไปก็เท่านั้นครับ บอกไว้ก่อนนะว่าคนกำหนดตารางคราวนี้คือท่านประธานไม่ใช่ผม เพราะงั้นเลิกบ่นได้เลย”

“คุณจอห์นนี่? แต่ผมได้หยุด 2 วันนะ? ไหงมายึดวันหยุดกันง่ายๆแบบนี้ล่ะ”

โคอิจิยังคงโวยต่อ ก็วันนี้สึโยชิโดนสึบาสะยึดตัวไปแล้วนี่นา แบบนี้สารพัดแผน(?)ที่วางเอาไว้ล่ะ

“ก็ ลองพยายามโทรไปต่อรองกับท่านประธานดูสิครับ บอกไว้ก่อนนะว่าผมก็พยายามแล้ว...แต่ผลก็คือต้องยกเลิกนัดส่วนตัวแล้วโทร มาบอกคุณแบบนี้เนี้ยล่ะ”

เสียงตามสายสั่นนิดๆบอกถึงความเสียดายวันหยุดไม่แพ้กัน โคอิจิเองก็ออกจะเห็นใจอีกฝ่ายอยู่ครามครัน แต่จะทำยังไงได้... ก็อีกฝ่ายเป็นถึงคุณจอห์นนี่อ่ะนะ

ในที่สุดศิลปินที่โดนยึดวันหยุดแบบไม่มีปี่มีขลุยก็ได้แต่ถอนใจ อืม...สุภาษิตเค้าบอกว่าซวยคนเดียวหัวหาย ซวยสองคนเพื่อน(มัน)ตายใช่มะ?

“โอเค...พรุ่งนี้ผมคอนเฟิร์ม แต่...คุณช่วยหาเบอร์คนๆนึงให้ผมหน่อยนะ”

 ในห้องของสึโยชิ....

เสียงหัวเราะคิกคัก อย่างสนุกสนานของสองหนุ่มยังคงไม่จางไปจากห้อง สึโยชิถึงกับหัวเราะจนตัวงอเมื่อสึบาสะบอกว่าปีหน้ากะจะใส่ชุดหน้ากากเสือ ขึ้นคอนฯให้สมเป็นปีสึบะโทระ เพราะปีนี้ใส่กระโปรงสั้นเป็นสึบะอุชิไปแล้ว

“ชั้นว่าคนที่จะช็อกตาตั้งก่อนแฟนๆน่าจะเป็นคู่หูนายล่ะนะ”

“ก็ช่างสิครับ...ที่จริงปีนี้ผมกะจะพักงานเดี่ยวช่วงปลายปี แต่ในเมื่อหมอนั่นประกาศทัวร์คอนฯเดี่ยวได้ ผมก็ทำอะไรตามใจได้เหมือนกัน”

สึโยชิส่ายหน้านิดๆอย่างเอ็นดูแกมอ่อนใจ งอนเป็นเด็กๆไปได้...เฮ้อ...

“เอาน่า...ทักกี้ก็คงมีเหตุผลที่ทำแบบนั้นอยู่ ไม่งั้นคงไม่โหมลงทั้งงานละครแล้วก็งานเดี่ยวแบบนี้หรอก”

ก็สาเหตุการโหมงานขององค์ชายคนนั้นไม่มีทางพ้นรุ่นน้องที่กำลังนั่งงอนแก้มป่องอยู่ในห้องเขาอยู่แล้ว

สึบาสะเงียบไปนิดหนึ่งก่อนจะถามออกมาเบาๆ

“แล้วสึโยชิคุงล่ะครับ...? เวลาที่โคอิจิคุงโหมงานเยอะๆไม่นึกเหงาบ้างเหรอครับ?”

เจ้าของห้องทำตาปริบๆ...ไหงวกมาเข้าตัวได้ล่ะเนี่ย?

“เอ...” จะตอบยังไงดีล่ะเนี่ย...คำถามนี้ตอบยากจัง

“อืม...กรณีของพวกชั้นมันน่าจะกลายเป็นความเคยชินไปแล้วมากกว่าล่ะมั้ง”

สึโยชิลากเสียงตอบช้าๆ หันสายตาไปทางตู้เลี้ยงปลาที่งดงามด้วยหมู่ปลาหลากหลายสีสัน

“ทั้ง ชั้นแล้วก็โคอิจิมีงานเดี่ยวด้วยกันทั้งคู่...ตอนเด็กๆอาจจะมีรู้สึกเหงา บ้างเวลาที่ต้องทำอะไรคนเดียวโดยไม่มีอีกคนอยู่ข้างๆ แต่พอโตขึ้นมันก็เข้าใจได้เองโดยอัตโนมัติว่ามันเป็นงาน”

“แล้วมีกรณีที่สมองเราเข้าใจ แต่หัวใจไม่ยอมรับบ้างไหมครับ?”

คำ ถามหงอยๆนั้นทำให้สึโยชิต้องละสายตาจากตู้ปลากลับมาสบตาเจ้าของคำถาม แววตาที่มองมาไหวระริกเหมือนเด็กใกล้จะร้องไห้จนอดไม่ได้ที่จะดึงอีกฝ่าย เข้ามากอดซบลงตรงบ่า ลูบหัวอย่างเอ็นดูจับใจ

“เคยมีคนบอกชั้นว่า...ความปวดร้าวในหัวใจสรรค์สร้างบทกวีที่ไพเราะอ่อนหวาน”

พูดพลางหัวเราะก่อนจะตบหัวอีกฝ่ายแปะๆ

“คนที่จะเป็นศิลปินก็คงขาดความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เหมือนกันล่ะมั้ง”

เพราะ รับรู้ถึงความอ่อนไหวจากคนตรงหน้า และก็รู้ว่าความเข้มแข็งที่มีก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน สึโยชิจึงเอ็นดูรุ่นน้องที่เหมือนเป็นภาพสะท้อนของตัวเองคนนี้ยิ่งกว่าใคร

“แล้วก็อีกอย่างที่ขาดไม่ได้” แตะหน้าผากของตัวเองลงยังหน้าผากของรุ่นน้องแล้วยิ้มให้จนตาหยี

“ถึงจะกวนประสาทหรือซื่อบื้อแค่ไหน ก็ให้เชื่อใจไอคาตะของตัวเองจนถึงที่สุด”

สึบาสะถึงกับหัวเราะคิก น้ำตาที่ทำท่าจะซึมๆในตอนแรกเลือนหายกลายเป็นรอยยิ้ม

“ครับ...ผมจะจำไว้”

“ดีมาก!!”

แทบ จะทันทีที่สิ้นคำชม กริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้นบอกสัญญาณว่ามีผู้มาเยือน สึบาสะรีบยันตัวขึ้นนั่งให้เรียบร้อยก่อนจะก้มลงดูนาฬิกาข้อมือ

“ท่าทางโคอิจิคุงจะกลับมาแล้ว ผมคงได้เวลากลับแล้วล่ะครับ”

สึโยชิถอนหายใจเฮือก คบกันมานานขนาดนี้ มีหรือจะจำวิธีกดกริ่งไม่ได้

“นายได้เวลากลับน่ะใช่ แต่พนันกันได้ เยนนึงเอาขี้หมากองเดียวว่าไม่ใช่โคอิจิ”

ว่า แล้วเจ้าของห้องก็เดินไปที่ประตูก่อนจะดึงเปิดโดยไม่ต้องมองว่าผู้มาเป็นใคร แล้วส่งยิ้มเย็นยะเยือกให้คนที่ยืนเปล่งรัศมีสว่างไสวอยู่หน้าบ้านอย่างไม่ รู้อิโหน่อิเหน่

“สายัญสวัสดิ์ทากิซาวะ... ไอ้คนหวังดีประสงค์ร้ายที่โทรไปเรียกนายไปอยู่ซะที่ไหนล่ะ? ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ?”



ว่า กันว่ายามทักกี้หงุดหงิดเป็นช่วงเวลาที่ใครต่อใครหวาดสยองที่สุด เพราะความเอาแต่ใจขั้นเทพขององค์ชายจะพาลให้เนรเทศใครสักคนออกไปจากบริษัท ได้โดยไม่ต้องอุทรณ์ให้เสียเวลา

แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ ภาวะขั้นเทพขององค์ชายจะเทียบไม่ได้กับระดับของสึโยชิที่ใกล้เคียงกับคำว่าพระเจ้า...

“คือว่าผม...”

“ผมอะไร...?”

ดวงตาของรุ่นพี่ที่จ้องมาอย่างเอาจริงทำให้ทักกี้กลืนน้ำลายเอื๊อก...ทำไมชีวิตมันถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้วะ?

เมื่อกี้ ตอนโคอิจิคุงก็ทีแล้ว เขากำลังถ่ายละครอยู่ดีๆเสียงโทรศัพท์มรณะก็ดังขึ้น แล้วฝ่ายนั้นก็ส่งเสียงระริกระรื่น แต่แฝงแววอำมหิตเอาไว้ในน้ำเสียง



“สวัสดีทากิซาวะ โทษนะที่โทรมาตอนยุ่งๆ ได้ข่าวว่ากำลังถ่ายละครอยู่ แต่ใกล้จะเสร็จแล้วสินะ”

“สวัสดี ครับโคอิจิคุง” ตอบกลับแบบหวาดๆ ก็ธรรมดารุ่นพี่โคอิจิเคยโทรหาใครเสียที่ไหนล่ะ “คิดว่าน่าจะอีกนานเลยล่ะครับ เพราะถ่ายนอกสถานที่ด้วย ดีไม่ดีอาจจะถึงเช้า...”

รีบบอกกันไว้ก่อนเพราะตัวลางสังหรณ์ส่งสัญญาณอันตรายว่าอีกฝ่ายน่าจะมีอะไรแอบแฝง

“เหรอ... น่าสงสารจัง” คนโทรมาทำสุ้มเสียงเห็นอกเห็นใจ “งั้นชั้นให้เวลานายครึ่งชั่วโมงละกันนะ ไปให้ถึงบ้านสึโยชิก่อนหนึ่งทุ่มแล้วพาไอคาตะของนายกลับบ้านซะ!”

“หา!! ว่าอะไรนะครับ!?” ทักกี้ร้องเสียงหลงอย่างไม่อยากจะเชื่อหู ก็เวลาตอนนี้มันหกโมงจะครึ่งอยู่แล้ว แถมนี่เขาก็อยู่ระหว่างงานอีกต่างหาก

“ไม่ต้องถามมากน่า...เรื่องที่กองถ่ายฝากเรียวมันไปก่อนก็ได้ อย่าลืมสิว่านายค้างชั้นเรื่องโทโมยะอยู่ครั้งนึงน่ะ”

“โคอิจิคู๊ง!!~”

ทักกี้อ้าปากค้างเมื่อรุ่นพี่ที่เคารพเล่นทวงบุญคุณเรื่องที่ผ่านมาปีมะโว้ได้หน้าตาเฉย

“เอาเป็นว่าถ้าทุ่มสิบห้านายยังไม่ถึง ชั้นจะโทรไปบอกคุณฮิงาชิยามะให้ไปรับสึบาสะแทน... คงรู้นะว่าผลจะออกมาเป็นยังไง?”




ผลก็คือเขาต้องวิ่งทะเลิ่กทะลั่กออกมาจากกองถ่าย พร้อมเหยียบรถคันเก่งแบบลืมตายก็เพราะไอ้ประโยคขู่สุดท้ายของรุ่นพี่ใจปิศาจนั่นแหละ

ไอคาตะของใคร ใครก็รัก... แต่ทำไมความรักที่มีต่อไอคาตะถึงทำให้ผมต้องมาซวยแบบนี้ด้วย(วะ)ครับ พระเจ้า....

“ผม...ผม...”

จาก ปลายหางตาเห็นร่างเพรียวของสึบาสะขดตัวลงกับหมอนอิงใบนุ่ม ไหล่สั่นเป็นระยะพร้อมเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กที่หลุดมาเข้าหูทำให้ทักกี้ รู้สึกอยากจะจับอีกฝ่ายมาตีก้นซะให้เข็ด ชอบนักนะ...ไอ้การทำให้เขาต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากแบบเนี้ย

“ผมไม่รู้ครับ! กำลังถ่ายละครอยู่ดีๆโคอิจิคุงก็โทรมา บอกให้ผมมารับสึบาสะ”

“อ้าว...” ถึงคราวสึโยชิทำหน้าเหวอบ้าง “แล้วงานนายล่ะ? อย่าบอกนะว่าทิ้งมากลางครัน”

“แหะๆ...ก็...ตามนั้นล่ะครับ ขอให้ผู้กำกับถ่ายเจาะตอนของเรียวไปก่อน”

ตอบ พลางทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม สึโยชิได้แต่ทอดถอนอย่างอ่อนใจ... นึกเข่นเขี้ยวไอคาตะของตัวที่คงจะไปขู่อะไรไม่เข้าท่า ทำให้รุ่นน้องที่เอางานเอาการอย่างทักกี้เป็นไปได้ถึงขนาดนี้

“สึบา สะ...” หันไปทอดเสียงอ่อนโยนให้กับรุ่นน้องคนโปรด “โทษนะที่คนของชั้นทำให้วุ่นวาย เดี๋ยวชั้นจะจัดการสะสางเอง นายกลับไปกับทักกี้เถอะ”

“ครับ สึโยชิคุง” รับคำอย่างว่าง่ายก่อนจะยิ้มตาหยี “ยังไงก็...ออมๆมือให้โคอิจิคุงบ้างนะครับ”

“ไม่ต้องห่วง รับรองว่าหายดีก่อนโซโล่คอนฯของหมอนั่นแน่นอน”

คนตอบยิ้มหวาน แต่สองหนุ่มที่ได้ยินรู้สึกหนาวๆร้อนๆแทนรุ่นพี่หัวฟูที่ดูเหมือนจะยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง

แต่ก็นะ...กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมสนองนะครับ รุ่นพี่โคอิจิ...หึๆ (by ทักกี้)

คล้อยหลังจากเงาของสองหนุ่มทักกี้สึบาสะไม่เท่าไหร่ กริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้นในจังหวะที่เจ้าของห้องคุ้นเคยดี
สึโยชิจึงวางมือจากการเก็บถ้วยชาเดินไปเปิดประตูให้กับแขกหน้าเดิม

“ทาไดมะ”

“โอคาเอริ...” สีหน้าเหี่ยวๆของคู่หูทำให้คำบ่นที่เตรียมจะพรั่งพรูโดนกลืนเก็บไว้เหมือนเก่า

“เป็นอะไรไป? โคจัง”

ร่างผอมบางของโคอิจิเดินสะโหลสะเหลไปทิ้งตัวลงโซฟาตัวยาว หมอบกระแตอยู่กับที่

“อือ...โดนงดวันหยุดพรุ่งนี้อ่ะ ต้องเข้าไปอัดเสียงงานโซโล่”

“อ๋อ...เตรียมสำหรับงานโซโล่คอนฯสินะ ยินดีด้วย”

“ไม่เห็นน่ายินดีตรงไหน...”

บ่นอู้อี้อยู่กับหมอน ก่อนจะเอามือตบเบาะข้างตัวปุๆ เป็นสัญญาณเรียกอีกฝ่ายมานั่งข้างๆ ซึ่งสึโยชิก็ยอมทำตามแต่โดยดี

“ทำไมจะไม่น่ายินดีล่ะ ไอคาตะออกงานใหม่ทั้งที”

“แต่ชั้นอยากได้เวลาอยู่แบบนี้มากกว่านี่นา”

“งอแง เป็นเด็กๆไปได้...” สึโยชิบ่นไม่จริงจังนักก่อนจะเอนตัวพิงคนที่กำลังนอนอยู่ ริมฝีปากเล็กได้รูปบนใบหน้ากลมอิ่มคลี่เป็นรอยยิ้มน้อยๆ “แต่ก็ถือว่ามีเหตุผล”

“งั้นยกฟ้องเรื่องเมื่อเย็นได้มะ?” ยันตัวขึ้นนั่งทันทีพร้อมกับเอียงหน้ามองอีกฝ่ายตาแป๋ว

“รู้ด้วยว่าโมโห?”

“รู้...แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้น เวลาของชั้นก็น้อยลงน่ะสิ”

“น้อยตรงไหน...มีงานแทบทุกวัน เจอกันก็แทบทุกวันอยู่แล้ว”

ขนาดที่เบอร์โทรของอีกฝ่ายไม่มีความจำเป็นเลยทีเดียวแหละ แล้วจะอยากเจออะไรกันนัก?

“ไม่รุ!!”

ตอบด้วยน้ำเสียงสะบัดก่อนล้มตัวลงนอนใหม่ และคราวนี้...หันหลังให้เสียด้วย ท่าทางแบบนั้นทำให้เจ้าของบ้านหัวเราะกิ๊ก

“งอนเหรอโคจัง? ไม่เอาน่า...”

เอามือรั้งบ่าให้หันกลับมา แต่คนงอนกลับยิ่งซุกหน้าลงกับหมอน เอาอีกมือปัดมืออีกฝ่ายซะดื้อๆ

“ไม่รู้ไม่ชี้!! จะนอนแล้ว!”

ว่าแล้วก็ก็ลุกพรึ่บ เดินมุ่งหน้าตรงไปยังห้องนอนเจ้าของบ้าน เล่นเอาสึโยชิท้วงแทบไม่ทัน

“เดี๋ยวสิโคอิจิซัง ง่วงก็กลับบ้านสิครับ ทำไมถึงเดินไปทางห้องนอนผมล่ะ”

ร่างที่กำลังเดินไปยังห้องนอนชะงักกึก ก่อนเบนเส้นทางไปยังตู้เย็น หยิบเบียร์กระป๋องขึ้นมาเปิด...แล้วยกขึ้นซดอั่กๆอย่างไม่เกรงใจเจ้าของบ้าน แต่ประการใด

สึโยชิยืนเอียงคอ ทำตาปริบๆมองอย่างงุนงง ไม่เข้าใจใดๆทั้งสิ้นว่าไอคาตะของตัวเองจะมาไม้ไหน จวบจนเบียร์หมดกระป๋อง แขกผู้มาเยือนก็จัดการโยนกระป๋องลงถังขยะมุมห้องอย่างแม่นยำ แล้วหันมายักคิ้วให้

“กฏหมายเค้าห้ามเมาแล้วขับ โอเคมั้ย?”

“โอเคมั้ย...ซะที่ไหนล่ะ!! โคอิจิ๊!!!”

ร่าง ในชุดคลุมอาบน้ำเผ่นแผล็วเข้าห้องนอน แล้วมุดเตียงเจ้าของบ้านด้วยความไวแสง กว่าสึโยชิจะตามเข้ามาถึง เตียงนอนของตัวเองก็โดนเจ้าเหมียวหัวฟูยึดครองไปครึ่งหนึ่งเรียบร้อย...

“เย้! เตียง!” กลิ้งขลุกๆเล่นกองผ้านวมของอีกคน...เหมือนแมวไม่มีผิด

“อือ...อุ่นสบาย...จัง...Zzzz...”

แล้วก็กรนคร่อก หลับไปซะง่ายๆ สึโยชิมองแล้วก็ส่ายหัวอ่อนระอา

...ไอคาตะใครวะเนี่ย...?

“โมชิโมชิ...” หยิบมือถือขึ้นมาโทรออกไปยังเบอร์ที่คุ้นเคย

“นี่ผมเอง พรุ่งนี้มารับโคอิจิที่แมนชั่นผมนะครับ หมอนั่นมาค้าง”

“อีกแล้วเหรอครับ? คราวที่แล้วผมโดนโคอิจิซังเขวี้ยงด้วยหนังสือคู่มือเลี้ยงปลาของคุณไปรอบนึงแล้วนะ หัวยังโนอยู่เลย”

เสียงจากอีกสายออกอุทรณ์ เล่นเอาสึโยชิอดถอนใจไม่ได้...

ไอ้นิสัยอาละวาดตอนโดนปลุกนี่คิดจะรักษาเอาไว้เป็นเอกลักษณ์ไปชั่วชีวิตเลยใช่มั้ย ไอคาตะ...

“โอเค ผมจะเคลียร์ไม่ให้มีอะไรใกล้มือหมอนั่นตอนที่คุณเข้ามาปลุกแล้วกัน ส่วนชุดหมอนั่นผมพาดเอาไว้ให้ที่ราวนะ”

“อ่า...สึโยชิซังช่วยปลุกเตรียมไว้ให้เลยไม่ได้หรือครับ?”เสียงตามสายออกจะเกรงใจแต่ก็อยากรบกวนเต็มที่

“อย่างน้อยถ้าเป็นสึโยชิซัง...โคอิจิซังคงไม่ลงไม้ลงมือรุนแรง”

เจ้าของบ้านถึงกับสะดุ้ง

“อ้าวๆ...หาเรื่องให้ผมแล้วไง พรุ่งนี้ผมมีถ่ายรูปลงนิตยสารนะ ไม่กล้าเสี่ยงด้วยหรอกครับ”

ก็ คราวก่อนที่เข้าไปปลุก หมอนั่นเล่นฝากรักไว้ที่ซอกคอเขานี่หว่า ถึงจะชินๆกับการโดนช่างแต่งตัวกรี๊ดกร๊าดใส่เพราะทำให้พวกเจ้าหล่อนต้อง เมคอัพเพิ่มเพื่อกลบรอย แต่ก็ไม่อยากตอบคำถามพรรค์นั้นอีกนี่นา

“เอาเป็นว่า...ถ้ามาแล้วหมอนั่นยังไม่ตื่นก็ลองเสี่ยงดวงดูเอาเองแล้วกัน แค่นี้นะ”

ตัดบทแล้วกดวางสายทันที งานนี้ตัวใครตัวมันละกันนะ คุณผู้จัดการ....

สึโยชิยืนท้าวเอวมองคู่หูตัวยุ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินไปปิดไฟห้องนอน เหลือไว้เพียงไฟโต๊ะข้างเตียงที่ส่องแสงสลัว

“ช่วยไม่ได้แฮะ...ไปอาบน้ำแล้วเข้านอนมั่งดีกว่า”

ว่าแแล้วก็เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว ออกจากห้องนอนไป...

ทันทีที่ประตูห้องปิดลง เสียงกรนจากร่างบนเตียงก็เงียบหายราวกับมีใครกดปิดสวิตช์ โคอิจิค่อยๆหรี่ตาขึ้นมอง เมื่อเห็นแสงไฟลอดออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆของสบู่ ริมฝีปากบางก็คลี่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกลออกมาก่อนจะผิวปากหวือ...

ท่าทางพรุ่งนี้จะต้องโทรไปบอกดีไซน์เนอร์ของนิตยสารเล่มที่ว่า ให้เตรียมชุดคอเต่าแขนยาวให้สึโยชิถ่ายแบบซะแล้ว!

++++++++++THE END+++++++++++

edit @ 26 Oct 2009 20:13:30 by tanok

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตามกลิ่นใครหมาแมวมาเจอแมวหมาแถวนี้ค่า XD

ฟิคน่าร๊าก~~ไม่ได้อ่านฟิคมานานมาก(ส์) หลายช๊อตอ่านแล้วกรี๊ดกร๊าดดีค่ะ พีจีใสๆ ช่างกุบกิบหัวใจ อ่านจบทำเอาอยากลูบหัวลูบหาง & ดึงหูโคจัง 5555 ร้ายกาจนัก เอาคุณฮิมาต่อรองได้ไง เลยต้องวิ่งหูตูบมาเก็บแมวเลย

ชอบฉากเมาไม่ขับค่ะ 5555 ดีแล้วล่ะโคจัง ลุงจอห์นจะได้ไม่ว่า ; 9

ว่าไปยังไม่เคยเห็นทรงหัวฟูของโคจังเลยค่ะ~ล่าสุดนี่เห็นตอนอิมาอิคุงขึ้นไปปรากฏกายในคอนกับเหล่าแบคแดนซ์หัวปลา คงน่ารักดีนะคะ XD

ขอบคุณสำหรับฟิคค่า~~

#1 By หมาต่ายโทเม on 2009-10-26 21:24

ขอบคุณที่แวะมาค่าsurprised smile

แบบว่าตะน็อคเขียนได้แต่PGน่ะคับ แหะๆ

โคจังส่วนใหญ่จะหัวฟูเวลาอัดรายการโดโมโตะฯช่วงเช้าน่ะค่ะ ฟูเป็นแมวเลยทีเดียว...sad smile

#2 By tanok on 2009-11-08 02:51